Review : “อุตราวิถี” Flagship ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

ห่างหายไปนานกับการอัพเดทหน้าเว็บเพจ เพราะหลังๆ นี้ส่วนใหญ่ผมเลือกที่จะไปอัพเดทผ่านทางหน้าเฟซบุ๊คเพจมากกว่า เนื่องจากความสะดวกในการอัพเดท

รีวิวในวันนี้ เราจะร่วมเดินทางไปกับขบวนรถด่วนพิเศษ “อุตราวิถี” รถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 เชียงใหม่ – กรุงเทพ ถ้าพร้อมกันแล้ว หยิบสัมภาระ แล้วก้าวขึ้นรถตามผมมาได้เลยครับ

Pic-25591123_IMG_2539

การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ได้เปิดเดินรถด่วนพิเศษ ซึ่งใช้รถโดยสารรุ่นใหม่ที่ รฟท. ทำการสั่งซื้อมาทั้งหมด 115 คัน ทั้งหมด 4 เส้นทาง 8 ขบวน ดังนี้

รถด่วนพิเศษ “อุตราวิถี” ขบวนที่ 9/10 กรุงเทพ – เชียงใหม่ – กรุงเทพ

  • ขาขึ้น ขบวนที่ 9 กรุงเทพ – เชียงใหม่ ออกจากกรุงเทพเวลา 18.10น. ถึงเชียงใหม่เวลา 7.15น. ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 13 ชั่วโมง 5 นาที
  • ขาล่อง ขบวนที่ 10 เชียงใหม่ – กรุงเทพ ออกจากเชียงใหม่เวลา 18.00น. ถึงกรุงเทพเวลา 6.50น. ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 12 ชั่วโมง 50 นาที
  • วิ่งแทน “ด่วนนครพิงค์” เดิม

รถด่วนพิเศษ “อีสานวัฒนา” ขบวนที่ 23/24 กรุงเทพ – อุบลราชธานี – กรุงเทพ

  • ขาขึ้น ขบวนที่ 23 กรุงเทพ – อุบลราชธานี ออกจากกรุงเทพเวลา 20.30น. ถึงอุบลราชธานีเวลา 6.35น. ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 10 ชั่วโมง 5 นาที
  • ขาล่อง ขบวนที่ 24 อุบลราชธานี – กรุงเทพ ออกจากอุบลราชธานีเวลา 19.00น. ถึงกรุงเทพเวลา 5.15น. ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 10 ชั่วโมง 15 นาที

รถด่วนพิเศษ “อีสานมรรคา” ขบวนที่ 25/26 กรุงเทพ – หนองคาย – กรุงเทพ

  • ขาขึ้น ขบวนที่ 25 กรุงเทพ – หนองคาย ออกจากกรุงเทพเวลา 20.00น. ถึงหนองคายเวลา 6.45น. ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 10 ชั่วโมง 45 นาที
  • ขาล่อง ขบวนที่ 26 หนองคาย – กรุงเทพ ออกจากหนองคายเวลา 19.10น. ถึงกรุงเทพเวลา 6.00น. ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 10 ชั่งโมง 50 นาที

รถด่วนพิเศษ “ทักษิณารัถย์” ขบวนที่ 31/32 กรุงเทพ – หาดใหญ่ – กรุงเทพ

  • ขาขึ้น ขบวนที่ 31 กรุงเทพ – หาดใหญ่ ออกจากกรุงเพทเวลา 14.45น. ถึงหาดใหญ่เวลา 6.35น. ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 15 ชั่วโมง 50 นาที
  • ขาล่อง ขบวนที่ 32 หาดใหญ่ – กรุงเทพ ออกจากหาดใหญ่เวลา 18.45น. ถึงกรุงเทพเวลา 10.30น. ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 15 ชั่วโมง 45 นาที

โดยรถด่วนพิเศษ “อุตราวิถี” และ “อีสานวัฒนา” ทาง รฟท. ได้เปิดเดินรถอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ส่วนรถด่วนพิเศษ “อีสานมรรคา” และ “ทักษิณารัถย์” จะเริ่มให้บริการในเดือนธันวาคม 2559 ที่จะถึงนี้ ซึ่งรถด่วนพิเศษทั้ง 4 เส้นทาง 8 ขบวนนี้ จะใช้รถโดยสารชุดใหม่ที่ รฟท. สั่งซื้อมาทั้งหมด 115 คัน โดยสั่งโดยตรงมาจาก Changchun Railway Vehicle บริเษัทในเครือของ China CNR Corporation หรือที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น CRRC Corporation หลังจากที่ CNR ได้ควบรวมกิจการกับ CSR Corporation ซึ่งรถโดยสารทั้ง 115 คันนี้ ประกอบที่โรงงานเดียวกันกับรถไฟฟ้าแบบ BTS CNR Changchun EMU หรือ EMU-B ที่รถไฟฟ้า BTS ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน โดย CRRC ได้ส่งมอบรถโดยสารทั้ง 115 คันให้กับ รฟท. ในช่วงกลางปี 2559 ที่ผ่านมา

Pic-25591123_DSC05710

รถโดยสารใหม่นี้ จะให้บริการขบวนละ 13 ตู้โดยสาร (ไม่รวมหัวรถจักร) รองรับผู้โดยสารทั้งหมด 420 คน/ขบวน โดยจะแบ่งเป็นตู้โดยสารต่างๆ ได้ดังนี้

  • ตู้โดยสารนั่งและนอนปรับอากาศชั้น 1 (บนอ.ป) จำนวน 1 คัน มีที่นั่ง/เตียงนอน ทั้งหมด 24 ที่/ตู้โดยสาร
  • ตู้โดยสารนั่งและนอนปรับอากาศชั้น 2 (บนท.ป) จำนวน 9 คัน มีที่นั่ง/เตียงนอน ทั้งหมด 40 ที่/ตู้โดยสาร
  • ตู้โดยสารนั่งและนอนปรับอากาศชั้น 2 แบบรองรับรถเข็นวีลแชร์ (บนท.ป*) จำนวน 1 คัน มีที่นั่ง/เตียงนอน ทั้งหมด 36 ที่/ตู้โดยสาร
  • ตู้เสบียงปรับอากาศ (บกข.ป) จำนวน 1 คัน
  • ตู้ไฟฟ้ากำลังพร้อมที่ทำการพนักงานประจำขบวนรถ (บฟก.ฟ) จำนวน 1 คัน

โดยในการต่อพ่วงขบวนรถจะเป็นรูปแบบดังต่อไปนี้

ปลายทาง < [บฟก.ฟ]-[บนท.ป]-[บนท.ป]-[บนท.ป]-[บนท.ป]-[บนท.ป*]-[บกข.ป]-[บนท.ป]-[บนท.ป]-[บนท.ป]-[บนท.ป]-[บนท.ป]-[บนอ.ป] > กรุงเทพ

  • ตู้โดยสารชั้น 1 จะอยู่ท้ายขบวนเมื่อออกจากกรุงเทพ และอยู่ติดกับรถจักรเมื่อเข้าสู่กรุงเทพ
  • ตู้โดยสารชั้น 2 แบบรองรับรถเข็นวีลแชร์ จะอยู่ติดกับตู้เสบียง

รถโดยสารทั้ง 13 คันนี้ จะถูกพ่วงด้วยกันไปตลอดด้วยข้อต่อพ่วงแบบกึ่งถาวร (Semi-permanent Coupler) แบบที่ใช้ในรถไฟฟ้า BTS, MRT, และ Airport Rail Link ไม่มีการตัดต่อตู้โดยสารระหว่างทาง

Pic-25591123_DSC05688

สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกในขบวนรถ จะมีดังต่อไปนี้

  • ปลั๊กไฟ 220 โวลต์ พร้อมไฟอ่านหนังสือ ทุกเตียงนอน
  • กล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัยทุกตู้โดยสาร
  • โต๊ะเอนกประสงค์พร้อมที่วางแก้วน้ำ
  • ห้องน้ำมาตรฐาน 2 ห้อง และห้องปัสสาวะชาย 1 ห้อง
  • ประตูกั้นแยกส่วนห้องโดยสารและบริเวณบันได
  • ประตูกั้นบริเวณสะพานระหว่างตู้
  • สะพานระหว่างตู้ (Gangway) แบบปิด
  • ประตูอัตโนมัติพร้อมบันไดอัตโนมัติสำหรับชานชาลาต่ำ

ตู้โดยสารชั้น 1

  • จอภาพส่วนตัวทุกที่นั่ง สามารถสั่งอาหารและเครื่องดื่มได้จากหน้าจอนี้
  • พอร์ต USB สำหรับชาร์จไฟทุกเตียงนอน
  • อ่างล้างหน้าภายในห้อง
  • ประตูกั้นห้องสามารถเปิดทะลุถึงกันได้
  • ห้องอาบน้ำแยกส่วน พร้อมเครื่องทำน้ำอุ่น

ตู้โดยสารชั้น 2

  • ระบบ Infotainment แสดงเส้นทางการเดินรถและตำแหน่งปัจจุบันของขบวนรถ พร้อมสื่อบันเทิงทุกตู้โดยสาร
  • ที่เก็บสัมภาระเหนือศีรษะ
  • อ่างล้างหน้าจำนวน 2 อ่างบริเวณหน้าห้องน้ำ

Pic-25591123_DSC05696


เริ่มต้นการเดินทาง

ในเช้าวันพุธที่ 23 พฤศจิกายน 2559 ผู้เขียนได้เริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเครื่องบินแบบ Boeing 777-300ER ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ทะเบียน HS-TKZ นามพระราชทาน “สุลาลีวัน” เที่ยวบิน TG104 จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สู่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เรียกได้ว่าทริปนี้ ได้อุดหนุนรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม ถึง 4 รายเลยทีเดียว (อีก 2 รายหนึ่งคือ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ)

Pic-25591123_DSC05588

Pic-25591123_DSC05595

Pic-25591123_DSC05615

ใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมง คุณสุลาลีวัน ได้นำท่านมาสู่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ท่าอากาศยานที่อยู่ในความดูแลของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย และเป็น 1 ใน 12 ท่าอากาศยานนานาชาติในประเทศไทย หลังจากแลนด์ดิ้งแล้ว ก็มาจอดข้างๆ Boeing 777-300ER ของการบินไทยเช่นเดียวกัน ทะเบียน HS-TKX นามพระราชทาน “สุธรรมา” ซึ่งมาถึงก่อนหน้า โดยทำเที่ยวบิน TG102/103 สุวรรณภูมิ – เชียงใหม่ – สุวรรณภูมิ ส่วนเครื่องบินลำเล็กๆ นั่น เป็นเครื่องบินแบบ Airbus A320 NEO ลำใหม่ล่าสุดของสายการบินไทยแอร์เอเชีย ซึ่งกำลังจะออกเดินทางไปยังท่าอากาศยานดอนเมือง

Pic-25591123_DSC05627

Pic-25591123_DSC05622


มุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟเชียงใหม่

หลังจากที่รับประทานอาหารกลางวัน และเดินเที่ยวในเมืองเชียงใหม่มาพอสมควร ก็ได้เวลามุ่งหน้าสู่ สถานีรถไฟเชียงใหม่ ปลายทางรถไฟเหนือสุดในโครงข่ายทางรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีกรุงเทพ 751.420 กิโลเมตร (วัดระยะทางตามเส้นทางรถไฟ) สถานีรถไฟเชียงใหม่ เป็นสถานีชั้น 1 ในเส้นทางรถไฟสายเหนือ ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของแม่น้ำปิง บนถนนเจริญเมือง ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีรหัสสถานี หรือชื่อย่อสถานีในระบบของ รฟท. คือ “ชม.”

สถานีรถไฟเชียงใหม่ก่อสร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่มีหลักฐานถึงผู้ออกแบบซึ่งปรากฏในหนังสือวารสารรถไฟ ปีที่ 12 ฉบับที่ 12 เดือนกุมภาพันธ์ 2511 มีภาพสถานีรถไฟเชียงใหม่เต็ม 2 หน้า และมีคำบรรยายภาพว่า “สถานีเชียงใหม่” คุณถาวร บุณยเกตุ สถานปนิกให้เรียกว่า แบบไทยเหนือ เพื่อรับกับภูมิประเทศและบรรยากาศของภาคเหนือออกแบบโดย ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ ในสมัยที่พระองค์ยังทรงเป็น ครฟ.รับราชการในกรมรถไฟเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน (คือเมื่อประมาณ พ.ศ. 2481) นอกจากนี้แล้ว ศ.มจ.โวฒยากร วรวรรณ ยังทรงออกแบบสถานีรถไฟธนบุรี ซึ่งสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2493 ทั้งสถานีเชียงใหม่และสถานีธนบุรีมีจุดเด่นคือ “หอนาฬิกา” จึงสันนิษฐานได้ว่าสถานีเชียงใหม่คงจะสร้างขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกับสถานีธนบุรี คือ ปี พ.ศ. 2493 หรือห่างกันเล็กน้อย – วิกิพีเดีย

Pic-25591123_DSC05630

เข้ามาบริเวณชานชาลาก็จะพบกับป้ายประเพณีประจำสถานีเชียงใหม่ ตั้งอยู่บริเวณปลายรางของชานชาลาที่ 3 ซึ่งในช่วงเวลาที่ผู้เขียนไปถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่นั้น เจ้าหน้าที่ประจำสถานีกำลังเตรียมปล่อยขบวนรถด่วนที่ 52 เชียงใหม่ – กรุงเทพ ซึ่งจอดอยู่บริเวณที่ชานชาลาที่ 4 โดยออกจากสถานีเชียงใหม่เวลา 15.30น. และนอกจากนี้ยังมีรถด่วนพิเศาขบวนที่ 14 เชียงใหม่ – กรุงเทพ จอดอยู่ในชานชาลาที่ 3 โดยจะออกจากเขียงใหม่เวลา 17.00น. ก่อนด่วนพิเศษอุตราวิถี เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

Pic-25591123_DSC05631

Pic-25591123_DSC05650

Pic-25591123_DSC05642

ส่วนบริเวณชานชาลาที่ 1 ซึ่งเป็นชานชาลาสำหรับรับส่งสินค้า ก็เห็นรถที่มีสีเงาๆ ท้ายสีเหลือง หน้าตาคุ้นๆ พอซูมดูใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นพระเอกของเราในวันนี้นั่นเอง จอดรอเพื่อรอรถจักรมาลากเข้าเทียบชานชาลาเพื่อรับผู้โดยสารขบวนด่วนพิเศษ “อุตราวิถี” ขบวนที่ 10 มุ่งหน้าสู่กรุงเทพ และบริเวณย่านรถจักรก็เห็นรถจักรที่จะใช้ทำขบวนด่วนพิเศษ “อุตราวิถี” ขบวนที่ 10 เป็นรถจักร Hitachi หมายเลข 4515 โดยได้รับการทำสีใหม่เพื่อให้มีลวดลายเหมือนกับรถโดยสารใหม่ 115 คัน

Pic-25591123_DSC05637

Pic-25591123_DSC05634

เมื่อถึงเวลา รถด่วนขบวนที่ 52 เชียงใหม่ – กรุงเทพ ก็ได้เคลื่อนขบวนออกจากสถานีเชียงใหม่ โดยมีรถจักรไฟฟ้า GEA หมายเลข 4524 ทำขบวนสู่กรุงเทพ ระหว่างที่ผู้เขียนทำการเก็บภาพรถด่วนขบวนที่ 52 ขณะกำลังเคลื่อนตัวออกจากสถานีเชียงใหม่ ก็มีชาวต่างชาติมาคอยบันทึกภาพด้วยเช่นเดียวกัน และเมื่อขบวนรถด่วนที่ 52 ออกจากชานชาลาที่ 4 ไปแล้ว ป้ายบริเวณชานชาลาที่ 4 ก็ถูกเปลี่ยนจาก “ขบวนที่ 52” เป็น “ขบวนด่วนพิเศษอุตราวิถีที่ 10” แทน เปลี่ยนด้วยวิธีอัตโนมือตามที่เห็นดังภาพครับ

Pic-25591123_DSC05662

Pic-25591123_DSC05668

Pic-25591123_DSC05670

หลังจากป้ายเปลี่ยนไม่นาน รถจักรไฟฟ้า HID หมายเลข 4515 ก็ไปทำการลากจูงขบวนรถนอน CNR ทั้ง 13 คัน จากที่จอดอยู่บริเวณชานชาลาที่ 1 เข้ามาสู่ชานชาลาที่ 4 ก่อนที่พนักงานประจำรถจะขึ้นสู่ขบวนรถเพื่อเตรียมความพร้อมในการต้อนรับผู้โดยสารต่อไป ซึ่งเราจะมาทำการสำรวจภายนอกรถกันก่อนนะครับ

pic-25591123_dsc05677

ภายนอกขบวนรถ

ภายนอกขบวนรถโดยสารรุ่นใหม่นี้จะเป็นสีเงินสแตนเลส คาดด้วยแถบสีแดงเลือดหมูและสีชมพูตลอดความยาวของขบวนรถ โบกี้หรือชุดแคร่ล้อ เป็นโบกี้จาก CNR (ผลิตในจีน) มีการปรับปรุงระบบกันกระเทือนใหม่ เป็นแบบถุงลม ใช้ระบบห้ามล้อแบบดิสก์เบรกแทนที่ระบบดรัมเบรกแบบเดิม เพื่อเพิ่มความนุ่มนวลในการเดินทาง สามารถรองรับความเร็วสูงสุดได้ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Pic-25591123_DSC05688

Pic-25591123_DSC05683

ชิ้นส่วนนี้คือโบกี้นะ รถโดยสาร 1 คันมีโบกี้ 2 โบกี้ #อย่าเรียกผิดนะ 🙂

Pic-25591123_DSC05685

Pic-25591123_DSC05692

บริเวณข้อต่อของขบวนรถ จะใช้ขอพ่วงแบบกึ่งถาวร หรือ Semi-permanent coupler แบบเดียวกันกับรถไฟฟ้า BTS, รถไฟฟ้า MRT ทั้งสายเฉลิมรัชมงคล และสายฉลองรัชธรรม, และรถไฟฟ้า Airport Rail Link และด้วยการใช้ข้อต่อระหว่างตู้แบบนี้ จะทำให้การตัดต่อตู้ระหว่างทางทำได้อยาก เวลาลากจูงจะต้องลากจูงรถโดยสารทั้ง 13 คันไปด้วยตลอด แต่การตัดต่อตู้โดยสารจะสามารถทำได้ในโรงซ่อมบำรุงเท่านั้น นอกจากนี้บริเวณสะพานทางเดินเชื่อมหรือ Gangway จะมียางข้อต่อหุ้ม เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

Pic-25591123_DSC05696

ในส่วนของประตูนั้น จะเป็นประตูแบบ Plug-in Door คล้ายๆ ของรถไฟฟ้า Airport Rail Link ซึ่งมีเสียงดังพอๆ กันเลย ผมนอนอยู่ในห้องชั้น 1 ยังได้ยินเสียงปิดประตูชัดเจนมาก การเปิดปิดประตูสามารถทำได้โดยกดปุ่มควบคุมที่อยู่บริเวณประตู ซึ่งจะทำงานเมื่อได้รับความร้อนจากร่างกายมนุษย์ แตะเบาๆ ประตูก็เปิดให้ครับ ตำแหน่งของประตูทุกตู้โดยสาร อยู่ทางหัวตู้ฝั่งปลายทางต่างจังหวัดเท่านั้น ยกเว้นตู้ไฟฟ้ากำลัง ตู้โดยสารนั่งและนอนปรับอากาศชั้น 2 วีลแชร์ และตู้เสบียง ที่ประตูจะอยู่ฝั่งสถานีกรุงเทพ

บริเวณด้านข้างของประตู จะมีการติดตั้งจอ LED เพื่อบอกข้อมูลของขบวนรถ หมายเลขขบวน ตำแหน่งตู้โดยสาร ต้นทาง และปลายทาง โดยจะแสดงผลเป็นภาษาไทย สลับกับภาษาอังกฤษทุกๆ 5 วินาที โดยตัวจอ LED จะเป็นจอแนวตั้ง ซึ่งมีเสียงทักท้วงมาจากหลายๆ ท่านว่า ทำไมไม่ทำแนวนอน เพื่อให้การแสดงข้อมูลชัดเจน ทั้งนี้เนื่องจาก หากใช้เป็นจอแนวยาว เวลาประตูเปิด ส่วนของบานประตูจะบดบังการแสดงผลของจอครับ จึงต้องใช้เป็นจอแนวตั้งแทน

Pic-25591123_DSC05699

Pic-25591123_IMG_2539

ย้ำกันอีกที โบกี้คือชิ้นส่วนในภาพข้างล่างนี่นะ ไม่ใช่รถโดยสารทั้งคัน #ใครเรียกผิดพี่โกรธจริงๆด้วย

Pic-25591123_DSC05694

ย้ำนะ ภาพนี้คือ “โบกี้” โบกี้ของแท้เลยด้วย


ภายในขบวนรถ

เมื่อพนักงานเตรียมรถพร้อมแล้ว เราก็ขึ้นมาสู่ด้านในของขบวนรถกันเลยครับ เดินกันมาที่ตู้โดยสารนั่งและนอนปรับอากาศชั้น 1 ซึ่งอยู่บริเวณหัวขบวนฝั่งมุ่งหน้ากรุงเทพ

Pic-25591123_DSC05712

บนอ.ป รหัสนี้ไม่ผิดแน่ๆ พร้อมแล้วก็กดเปิดประตูกันเลยครับ

Pic-25591123_DSC05704

เมื่อประตูเปิดออก จะพบว่าตัวบันไดบริเวณประตูจะสามารถทำงานได้ 2 โหมด คือโหมดชานชาลาสูง ในโหมดนี้บันไดจะไม่ถูกพับลงมา และในโหมดชานชาลาต่ำ ตัวบันไดจะถูกพับลงมาดังภาพ

pic-25591123_dsc05717

pic-25591123_dsc05719

บริเวณประตูด้านใน จะมีปุ่มเปิดปิดประตู ที่เปิดประตูฉุกเฉิน และสวิตซซ์ฉุกเฉินเช่นเดียวกับบนรถไฟฟ้าครับ ส่วนกลมๆ สีดำ บนเพดาน นั่นคือกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัยในขบวนรถ

Pic-25591123_DSC05722

เมื่อขึ้นมาบนรถแล้ว จะพบว่า ในส่วนของห้องโดยสารจะมีประตูกั้นอยู่อีกชั้นหนึ่ง โดยในส่วนของตู้โดยสารชั้น 1 นั้น ทางเดินทางอยู่ติดฝั่งด้านหนึ่งไปเลย ส่วนอีกฝั่งจะเป็นห้องโดยสาร

pic-25591123_dsc05723

ตู้โดยสารชั้น 1 มีทั้งหมด 12 ห้อง 24 เตียง โดย

  • เตียงบน/ที่นั่งริมประตู จะเป็นที่นั่งหมายเลขคี่
  • เตียงล่าง/ที่นั่งติดหน้าต่าง จะเป็นที่นั่งหมายเลขคู่
  • จอส่วนตัวภายในห้องจะอยู่ฝั่งติดประตู เวลานั่งผู้โดยสารเตียงบนจะได้ใช้จอส่วนตัว
  • ปลั๊กไฟพร้อมไฟอ่านหนังสือจะอยู่ฝั่งติดหน้าต่าง เวลานั่งผู้โดยสารเตียงล่างจะได้ใช้ปลั๊กไฟพร้อมไฟอ่านหนังสือ
  • USB Port สำหรับชาร์จไฟ จะอยู่ระหว่างที่นั่งทั้งสอง
  • ที่นั่งห้องแรกติดประตูทางขึ้นลง จะเป็นหมายเลข 1-2
  • ที่นั่งห้องที่ติดกับห้องน้ำ จะเป็นหมายเลข 23-24
  • ที่นั่งหมายเลข 1-2 และ 23-24 อาจจะมีเสียงรบกวนจากการทำงานของประตูอัตโนมัติกั้นห้องโดยสารได้
  • ที่นั่งหมายเลข 1-2 และ 3-4 จะอยู่ใกล้กับโบกี้ หรือแคร่ล้อ อาจจะได้ยินเสียงรบกวนจากระบบเบรกได้

Pic-25591123_DSC05761

ประตูอัตโนมัติกั้นห้องโดยสาร สามารถเปิดได้โดยแตะเบาๆ ที่ปุ่มสีเขียวบนประตู นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์ตรวจจับ ป้องกันประตูหนีบผู้โดยสาร อยู่บริเวณด้านบนของประตู

Pic-25591123_DSC05757

ทางเดินภายในตู้โดยสารชั้นหนึ่ง ส่วนของห้องน้ำและห้องอาบน้ำ จะอยู่สุดทางเดิน มีประตูอัตโนมัติกั้นอีกชั้นหนึ่ง

ภายในห้องโดยสารชั้น 1 จะมีที่นั่ง 2 ที่นั่ง ที่นั่งเลขคี่/เตียงบน จะอยู่ติดประตู ส่วนที่นั่งเลขคู่/เตียงล่าง จะอยู่ติดหน้าต่าง มีที่วางแขนแบบพับได้ และโต๊ะเอนกประสงค์พับอยู่ระหว่างสองที่นั่ง ส่วนที่นอนจะเก็บอยู่เหนือประตู และหมอนจะเก็บอยู่เหนือหน้าต่าง นอกจากนี้ห้องที่อยู่ติดกัน เช่น 1-2 และ 3-4 จะสามารถเปิดประตูเพื่อเชื่อมเป็นห้องเดียวกันได้

ในห้องมีผ้าห่มและน้ำดื่มวางให้บริการอยู่แล้วครับ

Pic-25591123_DSC05730

Pic-25591123_DSC05724

Pic-25591123_DSC05751

Pic-25591123_DSC05750

Pic-25591123_DSC05732

หน้าจอส่วนตัวจะอยู่ฝั่งติดประตู มีสวิตซ์ไฟภายในห้อง และ Intercom สำหรับเรียกพนักงานติดตั้งอยู่ข้างๆ ประตู ส่วนด้านล่างของสวิตซ์ไฟนั้นจะเป็นบันไดสำหรับขึ้นเตียงบนครับ

Pic-25591123_DSC05726

Pic-25591123_DSC05736

จอส่วนตัว สามารถเรียกชมแผนที่การเดินทาง รายชื่อสถานีที่จอด หรือสามารถรับชมสื่อบันเทิงต่างๆ ได้ (แต่ผมไม่ได้ใช้จอดังกล่าว เนื่องจากมี iPad Air 2 เป็นสื่อบันเทิงส่วนตัวอยู่แล้ว) นอกจากนี้ยังสามารถสั่งอาหารจากตู้เสบียงผ่านทางหน้าจอนี้ได้ครับ แต่ถ้าหากเป็นช่วงเวลาที่ผู้โดยสารใช้บริการตู้เสบียงหนาแน่น อาจจะต้องรอคิวนานหน่อยครับ เนื่องจากพนักงานตู้เสบียงมีเพียง 4 คน

Pic-25591123_DSC05738

Pic-25591123_DSC05743

นอกจากการสัมผัสลงบนที่หน้าจอแล้ว ผู้โดยสารสามาถควบคุมระดับเสียง เปลี่ยนช่อง และเปิดปิดหน้าจอ ได้จากแผงควบคุมที่ติดตั้งอยู่ที่ผนังห้องได้ครับ และยังมี USB Port สำหรับชาร์จไฟ และที่เสียบหูฟัง 3.5 มม. (ไม่รองรับหูฟัง Port Lightning นะจ๊ะ)

Pic-25591123_DSC05749

ปลั๊กไฟ 220 โวลต์ พร้อมไฟอ่านหนังสือ จะอยู่ฝั่งติดหน้าต่าง เวลาปรับเป็นที่นั่งก็แบ่งๆ กันใช้ไปก่อนละกันนะครับ

Pic-25591123_DSC05756

นอกจากหน้าในห้องยังมีอ่างล้างหน้า พร้อมตู้เก็บของเล็กๆ ไว้ให้ครับ โดยในตู้เก็บของจะมีแก้วน้ำให้ 2 ใบ ใช้สำหรับแปรงฟัน หรือจะเอามาใส่น้ำดื่มก็แล้วแต่สะดวกครับ อ้อ ตู้ชั้น 1 มี Wifi ให้บริการครับ โดยดึงสัญญาณ 3G จาก CAT มาให้บริการ

Pic-25591123_DSC05759

Pic-25591123_DSC05758

ประตูห้องสามารถล๊อคได้ บนประตูมีตาแมวให้มองเห็นด้านอก และมีที่แขวนของเล็กๆ และยังมีแผนผังขบวนติดไว้ครับ

Pic-25591123_DSC05746

แผนผังขบวนรถครับ

Pic-25591123_DSC05747

ที่นอนจะถูกเก็บอยู่เหนือประตูตามภาพ

Pic-25591124_DSC05787

ในส่วนของช่องแอร์นั้น สามารถปรับความแรงและทิศทางลมได้โดยใช้คันโยกด้านบนครับ แต่อยากบอกนิดนึงว่า รถใหม่นี้แอร์เย็นมาก ต่ำสุดที่ผมเห็นบนจอคือ 19 องศาเซลเซียส ใครลองใช้บริการ แนะนำว่าให้เตรียมเสื้อกันหนาวหนาๆ และผ้าห่มเพิ่มเติมไปด้วยก็ดีครับ หรือจะขอพนักงานรถนอนเพิ่มก็ได้ครับ ผ่านลำปางที แทบจะอุทานว่า “ลำปางหนาวมาก(เพราะแอร์)” เลยทีเดียว อ้อ การใส่ถุงเท้านอนก็สามารถช่วยได้ครับ

บนจอนอกจากจะแสดงข้อมูลการเดินรถแล้ว ยังแสดงผลในส่วนของอุณหภูมิภายในและภายนอก พร้อมทั้งสถานะของห้องน้ำและห้องอาบน้ำด้วยครับ แต่บางทีผมก็เห็นว่ากลอนห้องน้ำแอบรวน มีคนใช้อยู่ก็กระพริบเขียวๆ แดงๆ ทำให้งงเล่นๆ ว่าห้องน้ำว่างหรือเปล่า จนต้องเดินไปดูเองนั่นแหละครับ

Pic-25591124_DSC05788

Pic-25591123_IMG_2563


รถไฟยังไม่ออก ไปสำรวจที่อื่นบ้างดีกว่าครับ เมื่อเดินไปบริเวณหน้าห้องน้ำของตู้โดยสารชั้น 1 จะมีประตูพร้อมหน้าต่างบานเล็กๆ สามารถมองออกไปด้านนอกไว้ วิวที่เห็นก็จะประมานนี้ครับ แต่จะเห็นวิวสวยๆ ตามทางรถไฟที่หน้าห้องน้ำได้ตลอดทาง จะต้องเป็นรถขาขึ้นเท่านั้นครับ เพราะรถขาล่องเดี๋ยวรถจักรจะมาพ่วง บังหน้าตรงนี้พอดี

Pic-25591123_DSC05770

บริเวณสะพานทางเดินเชื่อมตู้โดยสาร จะมีประตูกั้นเป็นสัดส่วน เหมือนกับรถไฟฟ้า Airport Rail Link ครับ สามารถเกิดได้โดยการแตะเบาๆ ที่ปุ่มสีเขียวเช่นเคย

Pic-25591123_IMG_2547

เข้าสู่ตู้โดยสารชั้น 2 ครับ ซึ่งตู้โดยสารชั้น 2 นี้คงมีผู้รีวิวไว้เยอะแล้ว ผมเลยขอข้ามไปนะครับ

Pic-25591123_DSC05766

มาสู่ตู้เสบียง มีที่นั่งรับประทางอาหารสีเขียว ผู้โดยสารทุกคนสามารถมาใช้บริการได้ครับ โดยภายในตู้เสบียงจะเปลี่ยนจากการให้บริการอาหารร้อนปรุงสด เป็นอาหารแช่แข็งแทนครับ นอกจากนี้ยังเป็นมินิมาร์เล็กๆ ขายขนม รวมถึงสิ่งของที่จำเป็น และมีกาแฟสดให้บริการ ราคาแพงกว่าข้างล่าง 5 – 10 บาทครับ อ้อ ขบวนนี้ไม่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และห้ามนำแอลกอฮอล์มาดื่มบนขบวนรถนะครับ

ทั้งนี้ ในบางช่วงเวลาจะมีพนักงานรถเสบียง เข็นรถเข็นไปขายตามตู้โดยสารครับ ซึ่งจะบริการเข็นไปในตู้ชั้น 2 ทุกตู้ ส่วนตู้ชั้น 1 สามารถสั่งจากหน้าจอในห้องได้เลยครับ

Pic-25591123_DSC05765

Pic-25591123_IMG_2552

Pic-25591123_IMG_2553

Pic-25591123_IMG_2551

Pic-25591123_IMG_2554


ถึงสถานีกรุงเทพ

รถไฟด่วนพิเศษอุตราวิถีขบวนที่ 10 ที่ผมใช้บริการ ออกจากสถานีเชียงใหม่ตามกำหนดเวลา 18.00น. มาถึงสถานีกรุงเทพเวลา 7.27น. ล่าช้าไปทั้งหมด 37 นาที ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 13 ชั่วโมง 27 นาที ทั้งๆ ที่บางช่วงทำเวลาได้เร็วกว่ากำหนดด้วยซ้ำ ปัญหาไม่ใช่ที่ไกลอื่นหรอกครับ “แยกยมราช” นั่นเอง … ขออภัยที่ไม่ได้ถ่ายภาพตอนปูเตียงนอนมาให้ชมกันครับ

Pic-25591124_IMG_2569


สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟ ในเส้นทาง กรุงเทพ – เชียงใหม่ – กรุงเทพ ในยามที่เครื่องบินโลว์คอสบินถี่ยิ่งกว่ารถเมล์ ขสมก. ราคาค่าโดยสารรถไฟชั้น 1 ที่ผมจ่ายในเที่ยวนี้เป็นแบบเหมาห้อง ราคาตั๋วรวมค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 1,953 บาท แต่ในขณะที่ผมจองตั๋วเครื่องบินการบินไทย เที่ยวบินที่ TG104 ในราคาเพียงแค่ 1,400 บาทเท่านั้น และถ้าเป็นโลว์คอสอาจจะถูกกว่านี้อีก

ถึงแม้เครื่องบินจะมีราคาถูกกว่า ใช้เวลาเดินทางเร็วกว่า แต่สิ่งที่เครื่องบินให้ไม่ได้ นั่นคือความสะดวกสบาย และบรรยากาศการเดินทางท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม และถึงแม้ว่ารถไฟจะเดินทางในช่วงเวลากลางคืนเป็นส่วนใหญ่ หลายท่านอาจจะบอกว่ากลางคืนจะไปเห็นอะไร แต่เชื่อหรือไม่ครับ เวลาอยู่ในห้องชั้น 1 แล้วปิดไฟในห้องให้หมด ลองเอาสายตาออกจาก Social (เพราะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ให้ใช้) ไม่สนใจ Gadget ที่พกติดตัว แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ท่านจะพบกับความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของประเทศไทยครับ และขอบอกเลยว่า มองออกไปเห็นดวงดาวบนฟ้า สวยมาก สวยจนอยากจะถ่ายภาพมาให้ชม แต่ถ่ายไม่ได้ครับเพราะรถวิ่งตลอด ในจุดนี้เป็นสิ่งที่ ที่นั่งเฟิร์สคลาสบนเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดแบบ Airbus A380-800 หรือเครื่องบินใหม่ล่าสุดของการบินไทย Airbus A350-900XWB ก็ยังให้ท่านไม่ได้ครับ ถ้ามีโอกาสลองใช้บริการรถไฟดูสักครั้งครับ


สำหรับการบริการในขบวนรถค่อนข้างดีอยู่แล้ว สมกับที่เป็นบริการระดับ Premium ซึ่ง “อุตราวิถี” นั้น มาแทนที่ “นครพิงค์” ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรือธงของ รฟท. เช่นเดียวกัน แต่ก็ยังมีสิ่งที่อยากให้ รฟท. ทำการปรับปรุงเกี่ยวกับบริการอยู่อีกซักเล็กน้อยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเป็นส่วนตัวของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง

เรื่องนี้ไม่รู้ว่าผมติดการบริการแบบบนเครื่องบินมาหรือเปล่านะครับ คือบนเครื่องบินเขาจะแบ่งเป็นโซนๆ ชั้นหนึ่ง ชั้นธุรกิจ ชั้นประหยัด โดยในแต่ละโซนจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่ในโซนของตัวเอง และผู้โดยสารชั้นสูงกว่าสามารถลงไปยังโซนต่ำกว่าได้ แต่ผู้โดยสารชั้นต่ำกว่าไม่สามารถเดินไปยังโซนสูงกว่าได้ เช่น ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ สามารถเดินไปใช้ห้องน้ำในโซนชั้นประหยัดได้ แต่ไม่สามารถเดินไปใช้ห้องน้ำโซนชั้นหนึ่งได้

สิ่งที่ผมพบเจอบนรถด่วนพิเศษอุตราวิถีนี้ ในขณะที่อยู่ในตู้โดยสารชั้นหนึ่ง คือมีผู้โดยสารชั้นสองเดินเข้ามาทั้งถ่ายภาพ มาขอชมห้องพัก ห้องน้ำ หรือแม้แต่มาขอลองเล่นจอภาพส่วนตัว และมาขอลองเปิดประตูกั้นห้อง Connecting Room เข้าใจครับว่ารถใหม่ ทุกคนอยากเห็น แต่ในขณะที่มีผู้โดยสารอยู่ ตู้โดยสารชั้นหนึ่งควรจะเป็นที่ที่มีความเป็นส่วนตัวสูงที่สุด ไม่เช่นนั้นทาง รฟท. คงไม่จัดตู้ขั้นหนึ่งไว้ในตำแหน่งหัวและท้ายขบวนแน่นอนครับ เรื่องนี้ก็ขอฝากเป็นการบ้านให้กับ รฟท. นะครับ ลองหาวิธีดูว่าจะดำเนินการอย่างไร บอกตรงๆ ครับ ช่วงรถยังไม่ออก ที่มีคนนั้นคนนี้เดินเข้ามาในตู้ชั้นหนึ่ง ผมไม่กล้าไปไหน เพราะกลัวของหาย!

24 พฤศจิกายน 2559