รถไฟฟ้า MRT ควรเพิ่ม(จำนวน)รถ หรือเพิ่ม(จำนวน)ตู้?

ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่าน คงได้ใช้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายสีน้ำเงิน หรือรถไฟฟ้า MRT ในช่วงโมงเร่งด่วนกันเป็นประจำนะครับ รวมถึงตัวผมด้วยเช่นเดียวกัน แต่ผมอาจจะโชคดีกว่าผู้อ่านหลายๆ ท่าน ตรงที่ สถานีที่ผมมักใช้บริการในช่วงโมงเร่งด่วน จะเป็น “สถานีสามย่าน” เสียส่วนใหญ่ ซึ่งสถานีนี้เป็นสถานีที่ 2 นับจากสถานีต้นทางคือหัวลำโพง ผมจึงไม่ค่อยประสบปัญหา “ขึ้นรถไฟไม่ได้” เหมือนกับที่หลายๆ ท่านต้องประสบพบเจอตั้งแต่ “สถานีสุขุมวิท” เป็นต้นไป

เมื่อความต้องการใช้รถไฟฟ้าสายนี้มีมาก แต่ขบวนรถไม่สามารถจุคนทั้งหมดได้ ทำให้ผู้โดยสารหลายๆ ท่าน สงสัยขึ้นมาว่า ทางบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ถึงไม่ยอมเพิ่มจำนวนตู้โดยสารให้มากกว่า 3 ตู้/ขบวน และเพิ่มจำนวนขบวนรถไฟในการให้บริการเสียที

ในปัจจุบัน บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT มีรถไฟฟ้าให้บริการในเส้นทางรถไฟฟ้ามหานครอยู่ทั้งหมด 19 ขบวน โดยเป็นรถไฟฟ้าแบบ 3 ตู้โดยสาร/ขบวน ความจุผู้โดยสารสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 900 – 1,000 คน/ขบวน แต่ถึงอย่างไร รถไฟที่ทาง BMCL มีอยู่ ยังคงไม่เพียงพอต่อการให้บริการในช่วงโมงเร่งด่วนได้ และระยะห่างระหว่างขบวนในช่วงเวลาเร่งด่วนที่น้อยที่สุด จะอยู่ที่ 3 นาทีโดยประมาณ

ดังนั้นคำตอบของการแก้ไขปัญหาความหนาแน่นของรถไฟฟ้า MRT จะมีอยู่ 2 แนวทาง นั่นคือ

  • เพิ่มจำนวนตู้โดยสารใน 1 ขบวน ให้มากกว่า 3 ตู้ต่อขบวน
  • เพิ่มจำนวนรถไฟให้มากกว่า 19 ขบวน

แล้วรถไฟฟ้า MRT ควรเลือกแนวทางไหนดี เพื่อให้การเดินรถมีประสิทธิภาพมากที่สุด?

ในการก่อสร้างรถไฟฟ้า MRT ช่วงเริ่มแรก ได้กำหนดเส้นทางของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ในเส้นทางทาง หัวลำโพง – บางซื่อ โดยเริ่มจากบริเวณแยกหัวลำโพง ไปตามถนนพระรามที่ 4 เลี้ยวซ้ายไปตามถนนรัชดาภิเษก จนถึงแยกรัชดา-ลาดพร้าว เลี้ยวซ้ายไปตามถนนลาดพร้าว จนถึงห้าแยกลาดพร้าว เลี้ยวซ้ายไปตามถนนพหลโยธิน ผ่านหน้าสวนจตุจักร เลี้ยวขวาไปตามถนนกำแพงเพชร สุดเส้นทางที่บริเวณสถานีรถไฟบางซื่อ และยังไม่มีโครงการส่วนต่อขยายใดๆ ที่จะสร้างต่อจากจุดนี้ไป การออกแบบระบบและโครงสร้างระบบรถไฟฟ้ามหานคร จึงเป็นการออกแบบเผื่อไว้สำหรับรองรับโครงการในอนาคตที่ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจน โดยใช้โครงการรถไฟฟ้า BTS เป็นต้นแบบ มีการออกแบบชานชาลาเพื่อรองรับรถไฟแบบ 6 ตู้/ขบวน แต่ในการให้บริการจริง จะใช้รถไฟแบบ 3ตู้/ขบวน

ต่อมา ก็มีโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้ามหานคร ตั้งแต่บางซื่อ ไปจนถึง บางใหญ่ โดยเริ่มจากสถานีบางซื่อ เริ่มยกระดับผ่านหน้าสำนักงานใหญ่ SCG เลี้ยวขวาเข้าถนนกรุงเทพ-นนทบุรี ที่แยกเตาปูน ไปตามถนนกรุงเทพ-นนทบุรี จนถึงแยกนนทบุรี 1 เลี้ยวขวาไปตามถนนติวานนท์ ไปจนถึงแยกแคราย เลี้ยวซ้ายไปตามถนนรัตนาธิเบศร์  ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ไปจนถึงถนนกาญจนาภิเษก เลี้ยวขวาไปสุดเส้นทางที่บริเวณสถานคลองบางไผ่ หากมีการก่อสร้างตามแผนการดำเนินการนี้ รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินนี้ จะต้องเป็นรถไฟฟ้าแบบ Heavy Capacity Rail ที่รองรับผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากแผนการดำเนินการที่ไม่ชัดเจน ทำให้การประมาณการผู้โดยสารและแผนการสั่งซื้อรถไฟใหม่ของ BMCL คลาดเคลื่อนไป จึงไม่ได้มีการสั่งซื้อรถไฟเพิ่มเติมแต่อย่างใด

และหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีการปรับเปลี่ยน Master plan ของระบบขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล โดยมีการปรับเส้นทางส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้า MRT ช่วงตั้งแต่ เตาปูน – คลองบางไผ่ แยกออกไปเป็นเส้นทางสายใหม่ นั่นคือ “รถไฟฟ้าสายสีม่วง” สำหรับส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน จะถูกปรับเส้นทางเป็น “บางซื่อ – ท่าพระ” และ “หัวลำโพง – บางแค” ทำให้เส้นทางของรถไฟฟ้า MRT เปลี่ยนรูปแบบเป็น เส้นทางวงกลม หรือ Circular Route มีเส้นทางวิ่งวนรอบเมือง และมีเส้นทางใหม่ของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน จะเป็นเส้นทางที่มีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่นๆ มากที่สุด โดยเมื่อทุกสายสร้างเสร็จแล้ว สายสีน้ำเงินมี Interchange Station จำนวน 13 สถานี โดย 1 สถานื เป็น Interchange ระหว่างสายสีน้ำเงินด้วยกันเอง ส่วนในภาพประกอบ จะแสดงเพียง 12 สถานี โดยขาดสถานีลาดพร้าว ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสายสีน้ำเงินและสายสีเหลือง

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางแล้ว ยังจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนตู้อีกหรือไม่?

หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางของรถไฟฟ้า MRT ส่วนต่อขยายเป็นรูปแบบ Circular Route แล้ว ทำให้ความจุ (Capacity) ของรถไฟฟ้าสายนี้ ถูกปรับลดลงจาก Heavy Capacity Rail เป็นMedium Capacity Rail (ตามทฤษฎี) ถึงแม้ว่า จำนวนผู้โดยสารบนเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินจะมีจำนวนมากก็จริง แต่การเดินทางบนสายสีน้ำเงิน จะเป็นการเดินทางในช่วงสั้นๆ เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางระหว่างสาย โดยไม่ต้องเข้าไปเจอกับความหนาแน่นใจกลางเมือง ทำให้ผู้โดยสารในรถไฟ มีการขึ้น-ลงอยู่เกือบตลอดเวลา ทำให้เกิดการหมุนเวียนของผู้โดยสารในขบวนรถ จึงไม่เกิดความหนาแน่นมากนัก ดังนั้นการเพิ่มตู้โดยสารใน 1 ขบวนให้มากกว่า 3 ตู้ จึงอาจจะไม่จำเป็น แต่ควรไปเพิ่มในส่วนของจำนวนรถไฟแทน เพื่อให้ระยะห่างระหว่างขบวนลดน้อยลงกว่าปัจจุบัน

Admin นัท

สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ และภาพประกอบ โดยผู้เขียน
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน
www.bkktrains.com วันที่ 28 มีนาคม 2558

Copyright (c) 2015 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.bkktrains.com 28th March, 2015